ระวัง! เบาหวาน อาจนำไปสู่โรคหลอดเลือดในสมอง

Last updated: 2020-01-03  |  406 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ระวัง! เบาหวาน อาจนำไปสู่โรคหลอดเลือดในสมอง

ระวัง! เบาหวาน
อาจนำไปสู่โรคหลอดเลือดในสมอง

รู้ไหมว่า... โรคหลอดเลือดในสมองเฉียบพลันนั้นสามารถพบได้มาก
ในภาวะคนที่ป่วยเป็นเบาหวาน จากการสำรวจจากประชากรผู้ใหญ่ในประเทศไทย
ทั้งที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครและภาคต่างๆ 4 ภาค
เมื่อปี 2543 พบว่าคนไทยที่อายุมากกว่า 35 ปี เป็นโรคเบาหวานมาถึง 9.6%
หรือ 2.4 ล้านคน และเป็นโรคความดันโลหิตสูงมากถึง 20% หรือ 5.1 ล้านคน


ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานมักจะมีความดันโลหิตสูงกว่าคนที่ไม่เป็นเบาหวาน
ซึ่งในทางกลับกันผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง
ก็มีโอกาสที่จะเป็นเบาหวานมากกว่าคนที่มีความความดันโลหิตปกติ
เนื่องจากทั้งโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง
เป็นโรคที่พบได้บ่อยมากและความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด
ราวกับเป็นโรคฝาแฝด เมื่อเป็นโรคหนึ่งแล้วมักเป็นอีกโรคตามมา


ทั้งโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานจัดเป็นโรคเรื้อรังที่
“รักษาได้ แต่ส่วนใหญ่ไม่หายขาด” ผู้ป่วยควรจะได้รับการรักษา
และติดตามไปตลอดชีวิต เนื่องจากความรุนแรงของโรคอาจจะไม่คงที่
ทำให้แพทย์อาจต้องปรับเปลี่ยนการรักษาเป็นระยะให้เหมาะกับสภาพของผู้ป่วย
ในแต่ละช่วงเวลา ทั้งภาวะความดันโลหิตสูงและระดับน้ำตาลในเลือดสูง
ก็จัดเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง
และทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดได้


"สัญญาณบ่งบอกว่าเส้นเลือดในสมองเริ่มตีบตัน"
อาการเริ่มต้นที่พบบ่อย ในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบ
ได้แก่ เริ่มมีอาการตาพร่ามัวมองเห็นภาพซ้อน
มีอาการชาครึ่งซีกของร่างกายข้างใดข้างหนึ่งมีอาการอ่อนแรงและหน้าเบี้ยว
ปากเบี้ยว หรือมีอาการแขนขาอ่อนแรงร่ว มด้วย พูดจาลำบาก
หรือฟังไม่เข้าใจ เวียนศีรษะ การทรงตัวไม่ดี เดินเซ กลืนลำบาก ปวดศีรษะ
(บางครั้งจะมีอาการปวดศีรษะ รุนแรง)


ซึ่งอาการเหล่านี้ ผู้ป่วยอาจจะแสดงอาการออกมาอย่างใดอย่างหนึ่ง
หรือมีอาการหลายอย่างพร้อมกันเลยก็ได้
ส่วนใหญ่ โรคหลอดเลือดสมองตีบตัน หรือมีลิ่มเลือดไปอุดตัน
มักเกิดในกลุ่มวัยกลางคนขึ้นไป ซึ่งเป็นช่วงวัยที่กำลังสร้างตัวสร้างฐานะ
เพราะมีภาวการณ์สะสมความเครียดในร่างกายสูง


"สัญญาณบ่งบอกว่า เส้นเลือดในสมองอาจจะแตก"
อาการของเส้นเลือดในสมองแตก จากภาวะความดันเลือดสูงมักพบว่า
ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง แต่บางรายอาจไม่มีก็ได้ คลื่นไส้
อาเจียน อาจหมดสติ แขนขาอ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่ง พูดไม่ชัด
อาการและอาการแสดงจะขึ้นกับ ขนาดของก้อนเลือด
และอาการจะเป็นขึ้นอย่างรวด เร็ว เฉียบพลัน
ผู้ป่วยบางรายอาจมีเส้นเลือดแตกก่อน แล้วล้มลงทำให้เข้าใจผิดว่า
เป็นภาวะเลือดออกจากศีรษะเพราะศีรษะกระแทกพื้น


ตำแหน่งที่พบบ่อยคือบริเวณที่ เรียกว่า basal ganglia
ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการแขนขาอ่อนแรง เกิดจากเส้นเลือดฝอย
ซึ่งเป็นแขนงของเส้นเลือดแดง middle cerebral artery แตก


ถ้าเส้นเลือดแตกที่ตำแหน่ง thalamus เลือดมักแตกเข้าสู่โพรงสมอง
 (ventricles) ทำให้เกิดการอุดตันการไหลเวียนของน้ำในโพรงสมองมีน้ำคั่ง
ในสมองทำให้ความดันในกะโหลกศีรษะสูง อาจต้องรีบเจาะระบายน้ำออก


ถ้าเส้นเลือดแตกตรงสมองส่วน ท้ายหรือ Cerebellum
ผู้ป่วยอาจมีอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน เดินเซ อาเจียนแล้วหมดสติอย่างรวดเร็ว
เนื่องจากก้อนเลือดไปกดก้านสมองทำให้ซึม และไม่รู้สึกตัวและหยุดหายใจได้เร็ว


ถ้าเลือดออกที่ก้านสมองซึ่ง เรามักพบตรงตำแหน่งที่เรียกว่า Pons
ผู้ป่วยมักจะไม่รู้สึกตัวทันที ถ้าก้อนมีขนาดเล็กก็อาจรู้สึกตัว
และมีความเสี่ยงต่อความพิการน้อย แต่ถ้าก้อนเลือดใหญ่
ผู้ป่วยมักจะมีอาการแขนขาอ่อนแรง ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ
เมื่อรอดชีวิตจะรู้สึกตัวแต่แขนขาอ่อนแรงที่เราเรียกว่า
locked-in syndrome คือโต้ตอบได้โดยการใช้ศีรษะ แต่แขนขาอ่อนแรง


หากพบว่ามีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นควรรีบนำส่งแพทย์
เพื่อให้การรักษาและวินิจฉัยโดยด่วนที่สุด ถ้าผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบตัน
ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีก็จะสามารถกลับคืนมาเป็นปกติใน 24 ชั่วโมง
ซึ่งเป็นเคสที่เรียกว่า TIA (Transient Ischemic Attack) หรือ Mini stroke


อย่างไรก็ตามผู้ป่วยนั้นไม่ได้โชคดีกันทุกคนที่เมื่อเข้ารับการรักษาผ่าตัด
จากคุณหมอแล้วจะสามารถกลับมาหายได้เป็นปกติ
เป็นเพราะว่าสมองขาดเลือดไปนาน
จนไม่สามารถกลับมาเป็นดังเดิมได้จนกลายเป็นอาการอัมพาตขึ้นมา

.
.
ข้อมูลจากหนังสือ : “อัมพาตใบหน้า อัมพฤกษ์ มหันตภัยเงียบที่คนรุ่นใหม่เป็นมากและควรรู้”

Powered by MakeWebEasy.com