"วิตามินซี" ต้านไวรัสโรคหวัดได้แค่ไหน?

Last updated: 2020-04-30  |  210 จำนวนผู้เข้าชม  | 

"วิตามินซี" ต้านไวรัสโรคหวัดได้แค่ไหน?

"วิตามินซี"
ต้านไวรัสโรคหวัดได้แค่ไหน?

เราได้ประโยชน์จากวิตามินซีจากผลไม้และอาหารที่รับประทานทุกวันได้ แต่อาหารแบบไหนมีวิตามินซีสูงและต้องบริโภคแค่ไหนถึงจะเหมาะสม และคำถามที่ว่ามีฤทธิ์ต้านไวรัสนั้นจริงหรือเปล่า

ในช่วงปี 2019 – 2020 ทางสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย และกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เน้นรณรงค์ให้คนไทยดูแลตัวเองจากโรคไข้หวัด โดยแนะนำคนไข้สังเกตตัวเองหรือถามหมอว่าเป็นหวัดจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย เพื่อจะได้ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งหากได้รับยาไม่ถูกโรคร่างกายก็จะดื้อยาในอนาคต ส่งผลต่อการตื่นตัวเรื่องการจำแนกโรคหวัดมากขึ้น

ไข้หวัดจากไวรัสและแบคทีเรียต่างกันตรงที่อาการหายใจติดขัดร่วมกับไอจาม หากเป็นหวัดจากแบคทีเรียจะไม่มีอาการไอ และมักจะมีไข้มากกว่า 38 องศาเซลเซียส ซึ่งโรคไข้หวัดนี้คนส่วนใหญ่มีโอกาสเป็นมาก

ไข้หวัดจากไวรัสสามารถหายเองได้โดยไม่ต้องรับยา เพียงแค่คุณพักผ่อนให้เพียง พอ ทำร่างกายให้อบอุ่น ดื่มน้ำมากๆ ดูแลเรื่องอาหารและสุขภาพ อาการจะดีขึ้นใน 5 – 7 วัน และเมื่อมีผู้สนใจดูแลตัวเองมากขึ้น มีหนึ่งข้อสงสัยที่ได้รับความสนใจมากก็คือ วิตามินซีช่วยต้านไวรัสโรคหวัดได้จริงหรือไม่ ถ้าจริงต้องบริโภคอย่างไร

>> ผลการศึกษาประโยชน์ของวิตามินซีต่อโรคหวัด
การศึกษาประสิทธิภาพของวิตามินซีต่อการป้องกันและบรรเทาการติดเชื้อทางเดินหายใจจากไวรัส ที่ตีพิมพ์ใน Journal of Manipulative and Physiological Therapeutics ตั้งแต่ปี 1999 ด้วยวิธีติดตามและรักษากลุ่มควบคุมและกลุ่มทดสอบ

ผู้วิจัยวิเคราะห์จากการให้ยา และวิตามินซีในปริมาณสูง 3,000 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ แก่นักศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นปริมาณที่เกินว่าร่างกายต้องการต่อวัน พบว่าการใช้ปริมาณวิตามินซีสูงกว่าที่ร่างกายต่อวันให้ผลว่าช่วยลดอาการของไข้หวัดใหญ่ได้จริง

มีหลักฐานอีกจำนวนมากที่แสดงให้เห็นถึงความนิยมบริโภควิตามินซีในระดับเกินกว่าความจำเป็นต่อร่างกายเพื่อคาดหวังว่าจะช่วยลดอาการไข้หวัด เช่น การใช้วิตามินซีในกลุ่มนักกีฬา และนักวิ่งมาราธอน เพราะเป็นสารที่ไม่ได้ระบุต้องห้ามไว้ในกติกา
.
ดังนั้นจึงมีหลายคนที่บริโภควิตามินซีสูงกว่าความจำเป็น โดยผู้ใช้คาดหวังไปถึงผลการป้องกันและรักษาโรคที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ จึงเป็นที่มาของการขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารป้องกันโรคหัวใจ โรคหลอดเลือด โรคข้อเข่าเสื่อม รวมถึงโฆษณาผลของการลดริ้วรอย ซึ่งทั้งหมดก็ยังไม่ได้รับการยืนยันทางวิทยาศาสตร์

มีการศึกษาประโยชน์ของวิตามินซีไว้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการลดโอกาสเกิด มะเร็งในช่องปาก กระเพาะอาหาร ลำไส้ ปอด แต่ก็ไม่ได้มีการศึกษาที่ระบุได้ชัดเจนว่าต้องใช้ปริมาณวิตามินซีเท่าไหร่ถึงจะเห็นผล เพราะผลของวิตามินซีอาจได้ผลดีร่วมกับวิตามินอื่นๆ

>> ปริมาณวิตามินซีที่แนะนำต่อวัน
- ผู้หญิงที่สุขภาพดีอยู่แล้ว 75 มิลลิกรัม
- คุณแม่ให้นมบุตร 120 มิลลิกรัม
- ผู้ใหญ่ทั่วไปไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัม
- ผู้มีประวัติโรคตับหรือไต โรคเกาต์ โรคนิ่ว ไม่ควรใช้เกิน 1,000 มิลลิกรัม

การบริโภควิตามินซีที่มากเกินไปจะส่งผลให้เกิดอาการท้องร่วง, โรคกระเพาะ, ปวดหัว, อ่อนเพลีย รวมถึงอาการนอนไม่หลับ และผู้ที่มีประวัติโรคตับหรือไต ไม่ควรรับประทานเกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน

การบริโภควิตามินซีที่เกินก ว่า 3,000 มิลลิกรัมต่อวันนั้น หากไม่ได้มีผลข้างเคียงกับร่างกายก็ยังไม่เป็นไร แต่จะเป็นการสูญเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ เพราะร่างกายไม่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งหมด และยังเป็นการเปลืองพลังงาน ร่างกายให้ขับวิตามินซีส่วนเกินนั้นออก เพื่อเป็นการรักษาสมดุลย์ในร่างกายให้ปกติ ควรรับประทานวิตามินซีที่ขนาด 500 มิลลิกรัม หรือ 1,000 มิลลิกรัมได้ในบางวัน แต่อย่าลืมว่าร่างกายของเรา ได้รับวิตามินซีจากผักและผลไม้อยู่แล้ว เพื่อเป็นการรักษาคุณค่าของวิตามินซีได้ดี ควรแช่ไว้ตู้เย็นเพื่อป้องกันความร้อนทำลายวิตามินต่างๆ ในผัก

ตัวอย่างผักผลไม้วิตามินซีสูง ได้แก่ ฝรั่ง, สตรอว์เบอร์รี่, แคนตาลูป, มะละกอ, พริกระฆัง, น้ำส้ม, ผักคะน้า, บร็อกโคลี, พริกระฆังสีเขียว, มะเขือเทศ, มะม่วง, น้ำมะนาว เป็นต้น

สรุปแล้วหากจะกินวิตามินซีเพื่อคาดหวังในผลของการต้านโรคหวัด จะต้องกินเข้าไปในปริมาณที่มากกว่าร่างกายต้องการต่อวัน แต่ก็ไม่ได้มีผลวิจัยรองรับว่ามันเป็นผลดีต่อร่างกาย เพราะมีผลเสียด้านสุขภาพอื่นๆ ตามมาด้วย รวมถึงปัจจัยด้านอายุและสุขภาพอื่นๆ ที่อาจได้รับผลกระทบจากการรับวิตามินซีมากเกินไป และเราก็สามารถเลือกรับประทานอาหารที่มีวิตามินหลากหลายเพื่อประโยชน์อื่นๆ ต่อร่างกายได้ด้วย
.
.
.
ข้อมูลจาก https:// www.thairath.co.th/ lifestyle/life/1805479

Powered by MakeWebEasy.com