โรคแทรกซ้อน จาก... รูมาตอยด์

Last updated: 2020-05-25  |  776 จำนวนผู้เข้าชม  | 

โรคแทรกซ้อน จาก... รูมาตอยด์

โรคแทรกซ้อน
จาก... รูมาตอยด์
.
“รูมาตอยด์” เป็นโรคที่มีการอักเสบของส่วนต่างๆ ในร่างกาย และไม่ได้เกิดเพียงบริเวณข้อต่อเท่านั้น ยังเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานผิดปกติและไปทำลายอวัยวะอื่นในร่างกายด้วย ผู้ป่วยบางรายพบว่าอาจเกิดภาวะที่มีผลกระทบต่อระบบอื่นในร่างกาย เช่น ผิวหนัง ดวงตา ปอด หัวใจ และหลอดเลือดส่วนอื่นๆ
.
>> 6 โรคแทรกซ้อนของรูมาตอยด์
.
"โรคกระดูกพรุน"
เกิดจากผลข้างเคียงของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ซึ่งเมื่อมีการอักเสบเป็นระยะเวลานานที่บริเวณข้อต่อ ข้อมือ ข้อเท้า จะทำให้เกิดการสลายตัวของกระดูกบริเวณข้อต่อนั้นมากขึ้นกว่าเดิมในระยะยาวเกิดเป็นโรคกระดูกพรุนได้ วิธีลดปัจจัยเสี่ยงคือ เปลี่ยนพฤติกรรมด้านสุขภาพ กินแคลเซียม และหมั่นออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ
.
"โรคหัวใจ"
เป็นโรคแทรกซ้อนที่มักเกิดขึ้นในคนป่วยที่เป็นรูมาตอยด์อักเสบ สาเหตุเกิดจากการอักเสบเป็นระยะเวลานาน จึงส่งผลให้หลอดเลือดบริเวณหัวใจเกิดการแข็งตัวเพราะฉะนั้นกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรครูมาตอยด์
.
จึงมีความเสี่ยงมากในการเป็นโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง ทั้งยังเสี่ยงในการเกิดภาวะหัวใจวายได้ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ช่วงอายุเท่ากัน จะพบว่าคนที่เป็นโรครูมาตอยด์มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจได้มากกว่าคนปกติถึง 2 เท่า
.
"โรคปอด"
เป็นโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากอาการข้างเคียงของรูมาตอยด์อักเสบ ซึ่งก่อให้เกิดพังผืดหรือเป็นก้อนกลมๆ บริเวณปอด ทำให้เกิดภาวะปอดอักเสบเรื้อรังคนไข้จึงมีอาการเหนื่อยมากกว่าปกติ มีอาการเจ็บหน้าอกบ่อยครั้ง และปัจจัยที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ ยาชนิดที่ใช้รักษาโรครูมาตอยด์นั้นมีผลข้างเคียงทำให้เกิดพังผืดในปอดได้ด้วย
.
"โรคตาแห้ง โรคกระจกตาอักเสบ"
โรคกระจกตาอักเสบและโรคตาแห้ง ตาเป็นแผลเยื่อบุตาอักเสบ เกิดมาจากหลอดเลือดรอบดวงตาอักเสบ อาการข้างเคียงจากรูมาตอยด์อักเสบส่งผลให้ระบบเลือดและระบบน้ำเหลืองทำงานไม่สมดุล
.
"โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง"
การเป็นรูมาตอยด์อักเสบทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำลง เป็นปัจจัยให้เกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลืองและมักเกิดขึ้นบริเวณระบบน้ำเหลือง ซึ่งเป็นระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย ทำให้เกิดภาวะมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่บริเวณไขกระดูกและเนื้อเยื่ออวัยวะอื่น เช่น ตับ ปอด สมอง กระดูก เป็นต้น
.
"โรคนอนไม่หลับ"
อาการข้างเคียงของรูมาตอยด์อักเสบส่งผลให้มีอาการปวดรุนแรงบวมแดง และแสบร้อนบริเวณข้อ จึงเป็นสาเหตุให้นอนหลับได้ยาก วิธีแก้ไข สามารถผ่อนคลายกล้ามเนื้อก่อนเข้านอนด้วยการแช่น้ำบริเวณข้อมือข้อเท้า
.
>> การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเกิดภาวะโรคแทรกซ้อน
.
วิธีลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนเหล่านี้ ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ป่วยต้องให้ความสำคัญคือ ต้องพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโรคให้เร็ว และดูแลสุขภาพเพื่อไม่ให้ภูมิคุ้มกันร่างกายตก ต้องควบคุมการอักเสบของโรคให้อยู่ในภาวะปกติ และหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ก่อให้อาการของโรคกำเริบขึ้น เมื่อปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดจะสามารถลดความเสี่ยงของอาการโรคแทรกซ้อนต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ ซึ่งมีข้อปฏิบัติ ดังนี้
.
1. เมื่อป่วยเป็นข้ออักเสบรูมาตอยด์แล้ว คนไข้ต้องพบแพทย์ตามกำหนดและอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้แพทย์รักษาอาการได้อย่างต่อเนื่อง
.
2. ควรกินยาให้ครบเพื่อควบคุมการอักเสบของโรคให้อยู่ในภาวะปกติ
.
3. งดสูบบุหรี่ มีงานวิจัยระบุว่า การสูดดมสารเคมีจากบุหรี่ส่งผลให้เกิดความผิดปกติกับระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย
.
4. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะการดื่มเหล้า เบียร์ หรือแม้แต่ไวน์ในปริมาณวันละ 3 แก้ว มีโอกาสทำให้เป็นโรคกระดูกพรุนเร็วขึ้น
.
5. หมั่นตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี และสามารถตรวจสอบอาการบวมร้อนในข้อต่อได้เมื่อมีอาการปวดอักเสบติดต่อกัน โดยวิธีการตรวจเลือด การตรวจแอนติบอดีชนิด Anti-Cyclic Citrullinated Peptide (Anti-CCP)
.
6. ควบคุมคอเลสเตอรอลในเลือดไม่ให้สูงเกินและควบคุมน้ำหนักตัว ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน หรือเป็นโรคอ้วน มีความเสี่ยงค่อนข้างสูงในการพัฒนาเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์และเกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา
.
7. ควรออกกำลังกายเป็นประจำ โดยเลือกประเภทการออกกำลังกายที่เหมาะสมเพื่อเสริมความแข็งแรงของกระดูกและข้อต่อ
.
8. กินอาหารครบ 5 หมู่ กินสารอาหารที่มีประโยชน์ การขาดสารอาหารจำเป็นนอกจากทำให้ร่างกายเสียสมดุลแล้ว ร่างกายยังขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างมวลกระดูกอีกด้วย โดยเฉพาะแคลเซียม วิตามินดี และโปรตีน
.
9. กินแคลเซียมในปริมาณที่ร่างกายต้องการ หากได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอร่างกายจะดึงแคลเซียมที่สะสมอยู่ในกระดูกออกมาใช้ สำหรับอาหารจากธรรมชาติควรกินสัตว์เล็กที่กินได้ทั้งกระดูกหรือเปลือก เช่น ปลาซิว ปลาเกล็ดขาว ปลาไส้ตัน กุ้งฝอย กุ้งแห้ง ส่วนถ้าเลือกกินเป็นวิตามิน ควรกินแคลเซียมไม่เกินวันละ 1,000 มิลลิกรัม
.
10. รับวิตามินดีให้เพียงพอ ให้ร่างกายได้รับแสงแดด เพื่อให้ผิวหนังสร้างวิตามินดีซึ่งจะช่วยให้ลำไส้ดูดซึมแคลเซียมได้ดียิ่งขึ้นด้วย มีงานวิจัยระบุว่า การรับแสงแดดเพียงวันละประมาณ 30 นาที ผิวหนังจะสามารถสร้างวิตามินดีให้กับร่างกายได้ถึง 200 ยูนิต โดยเฉพาะช่วงเวลา 8.00-10.00 น. และ 15.00-17.00 น.
.
.
.
ข้อมูลจาก แพทย์หญิงสุมาภา ชัยอำนวย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคข้อ
https://goodlifeupdate.com/healthy-body/191328.html/3

Powered by MakeWebEasy.com