"กระดูกพรุน" ทุกคนมีโอกาสเป็น

Last updated: 2021-07-13  |  62 จำนวนผู้เข้าชม  | 

"กระดูกพรุน" ทุกคนมีโอกาสเป็น

"กระดูกพรุน"
ทุกคนมีโอกาสเป็น
เป็นแล้วอาจต้องรักษาตลอดชีวิต

ร่างกายวัยเด็กถึงวัยหนุ่มสาวจะสร้างเซลล์กระดูกใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และสลายเซลล์กระดูกเก่าอยู่ตลอดเวลา ทำให้กระดูกต่างๆ ในร่างกายของเราแข็งแรงทนทาน ไม่เจ็บป่วยง่ายๆ

จนเมื่ออายุประมาณ 30 - 35 ปี อัตราสลายกระดูกจะเร็วกว่าสร้างกระดูก ทำให้ปริมาณมวลกระดูกลดลงอย่างช้าๆ แต่ในผู้หญิงที่ถึงวัยหมดประจำเดือน ปริมาณเนื้อกระดูกจะลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ตลอดชีวิต ผู้หญิงจะสูญเสียเนื้อกระดูกมากกว่าผู้ชาย 2 - 3 เท่า

ภาวะที่โครงสร้างภายในของกระดูกบางลงจนอ่อนแอนี้เรียกว่า โรคกระดูกพรุน ทำให้มีโอกาสเกิดกระดูกหักง่ายขึ้น และเมื่อทุกคนอายุมากขึ้นก็มีโอกาสเป็นได้ด้วยกันทั้งนั้น

โรคกระดูกพรุนเป็นภัยเงียบที่แฝงอยู่ในร่างกายโดยไม่แสดงอาการใดๆ เลย จนกว่าจะเกิดอุบัติเหตุให้กระดูกหัก ตำแหน่งที่พบกระดูกหักได้บ่อยคือบริเวณกระดูกข้อมือ กระดูกสันหลัง และกระดูกสะโพก หากกระดูกสะโพกหัก จะไม่สามารถเดินได้ ต้องนอนบนเตียงเป็นเวลานาน เสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับอีก แม้จะรักษาหายก็ไม่สามารถยกของที่มีน้ำหนักได้ตามปกติ และยังต้องดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องระยะยาว บางรายเมื่อรักษาไประยะหนึ่งก็อาจเสียชีวิตได้ในที่สุด

นอกจากนั้น ภาวะกระดูกพรุนยังส่งผลต่อโครงสร้างของกระดูกสันหลังด้วย ทำให้ปวดหลังแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง บางคนอาจแสดงออกชัดเจนโดยรูปร่างเปลี่ยนไป เตี้ยลง หลังโก่ง ไหล่งุ้มกว่าปกติ พุงยื่น หลังแอ่น ไม่มีเอว ฟันหลุดง่าย และการทำงานของระบบย่อยอาหารลดลง หายใจลำบาก เพิ่มความเสี่ยงกระดูกหัก ส่งผลให้อัตราเสียชีวิตสูงขึ้น

โดยสามารถตรวจพบโรคกระดูกพรุนได้หลายวิธี เช่น เอ็กซเรย์กระดูก วัดความหนาแน่นของเนื้อกระดูก ตรวจปัสสาวะ ตรวจสารเคมีในเลือด หรือตัดชิ้นเนื้อกระดูกเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา ซึ่งกรณีสุดท้ายแพทย์จะทำเฉพาะรายที่จำเป็นเท่านั้น

>> สาเหตุของกระดูกพรุน
- เกิดจากอายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้ร่างกายขาดแคลเซียม
- ผู้หญิงหลังจากหมดประจำเดือน จะขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen hormone) ซึ่งโดยปกติฮอร์โมนเพศหญิงจะทำให้ผู้หญิงมีลักษณะอ่อนหวาน ผิวพรรณเนียนนุ่ม มีเต้านม เตรียมพร้อมเป็นแม่ และยังสามารถป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคกระดูกพรุน

- ทานอาหารไม่ถูกสัดส่วน เช่น ดื่มกาแฟมากกว่า 4 แก้วต่อวัน ทานอาหารที่มีรสเค็ม หรืออาหารประเภทเนื้อสัตว์มากเกินไป ทำให้เกิดภาวะเป็นกรดในเลือด ร่างกายต้องดูดซึมแคลเซียมออกจากกระดูกมากขึ้น ซึ่งแคลเซียมจากพืชจะถูกดูดซึมน้อยกว่าแคลเซียมจากสัตว์
.
.
ข้อมูลจากหนังสือ "รู้จัก รู้ทัน ป้องกัน 24 โรคร้ายที่คนไทยเป็นกันมาก"
โดย ลิมป์และคณะ

Powered by MakeWebEasy.com